ลืมรหัสผ่าน

*

หมวดหมู่บทความ

 

การดูแลสุขภาพทั่วไปของผู้สูงวัย

การดูแลสุขภาพทั่วไปของผู้สูงวัย

 

คำจำกัดความของผู้สูงวัย

คนทั่วไปเรียกผู้สูงวัยว่า คนแก่ คนชรา ผู้สูงวัยหรือผู้เฒ่า ซึ่งมีความหมายทางตัวเลข คือ คนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (เป็นคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก) แต่ในบางประเทศที่อายุเฉลี่ยของประชากรยืนยาวกว่าของประเทศไทย และองค์การอนามัยโลกอาจถือเอาผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปก็ได้

 

                ความเสื่อมของสังขารนั้นเกิดขึ้นเป็นธรรมดาและเกิดอย่างช้า ๆ ตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี และสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะที่สำคัญ ๆ ก็จะลดลงประมาณร้อยละ 1 ต่อปี  โดยตัวเองไม่รู้สึกแต่อย่างใด  แต่ไม่มีอะไรในโลกที่เที่ยงแท้แน่นอน อัตราการเกิดความเสื่อมหรือความชราของสังขารแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน มีคำกล่าวที่เห็นจริงว่า อายุเป็นเพียงตัวเลขเพราะบางคนอายุ 70 ปี อาจแข็งแรงและสามารถทำงานได้อย่างปกติ  แต่บางคนอายุ 60 ปี อาจช่วยตัวเองไม่ได้เสียแล้ว เพราะความพิการเกิดขึ้น ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการทำให้คนแก่เร็ว-ช้า ต่างกัน  ได้แก่ พันธุกรรม การดำเนินชีวิตในวัยเด็ก หนุ่มสาว และภาวะโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

                ฉะนั้นจึงควรระมัดระวังและรีบป้องกันแก้ไขในปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้  เช่น  อย่าทำโทษตัวเองโดยการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติด แต่มาเน้นในปัจจัยที่ส่งเสริมสุขภาพเสียแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่าสูตรสำเร็จที่จำได้ง่าย ๆ และที่รู้กันทั่วไปคือ 3 อ

 

 


                         

   อาหาร                    กินอย่างถูกต้อง 

   ออกกำลังกาย      ให้เหมาะสมและต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ

   อนามัย                  ดูแลทั้งกายและใจ

 

                ในผู้สูงวัยนั้น  ความต้องการพลังงานและสารอาหารจะแตกต่างไปจากคนหนุ่มสาวหลายประการ จึงมีคำแนะนำดังนี้

การรับประทานอาหาร

  • ต้องการอาหารประเภทแป้งน้อยลง ลดของหวานจัด และน้ำตาลในรูปแบบต่าง ๆ ลง เพื่อป้องกันภาวะอ้วน หรือโรคเบาหวาน
  • ต้องการอาหารประเภทโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ปลา หรืออาหารโปรตีนที่มีไขมันน้อย อาจจะทำให้เปื่อย อาหารประเภทนม  ควรเป็นชนิด พร่องมันเนย หรือนมถั่วเหลือง อาหารประเภทไข่ก็สามารถกินได้สัปดาห์ละ 3-5 ฟอง แต่ถ้าระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงอาจลดไข่แดงและกินไข่ขาวแทน
  • ต้องการลดไขมัน จึงควรหลีกเลี่ยงไขมันสัตว์และอาหารที่ทอดน้ำมัน รวมทั้งอาหารที่ใส่กะทิ
  • แร่ธาตุที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก และแคลเซียม ให้เพิ่มมากขึ้น
  • กินผักและผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ นอกจากนั้นยังทำให้ท้องไม่ผูก
    เพราะได้กากใยจากผัก และผลไม้
  • ควรดื่มน้ำให้มาก ไม่ควรดื่มน้ำน้อยกว่าวันละ 6-8 แก้ว

 

การออกกำลังกาย

                การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัย สามารถทำได้ไม่จำกัดประเภท เพียงแต่ขอให้ไม่หักโหมจนเกินไป เช่นเดียวกันกับการเล่นกีฬาย่อมเล่นได้เพื่อความสนุกสนานแต่ไม่เล่นเพื่อการแข่งขันเอาแพ้เอาชนะ เพราะอาจเผลอตัวทำให้หัวใจทำงานหนักเกินไป และเกิดอันตรายได้

                ตัวอย่างการออกกำลังกาย  ได้แก่ เดินอย่างเร็ว ๆ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ, หรือเดินบนสายพาน เป็นต้น

                การออกกำลังกายนั้น สามารถทำได้ตลอดทุกเวลา ที่สะดวกถ้าออกกำลังกายกลางแจ้งควรเป็นตอนเช้าเพราะไม่ร้อนจัด ไม่ควรออกกำลังกายหลังกินอาหารใหม่ ๆ เพราะจะจุก แน่นท้อง และแน่นอนขณะที่ร่างกายยังไม่มีความพร้อมในการออกกำลังกาย  เช่น มีภาวะไข้ หรือความดันโลหิตสูง  ควรพักรักษาร่างกายให้ดีเสียก่อน

                การออกกำลังกายที่พอดี ควรยึดหลักว่าไม่ฝืน ความรู้สึกของตนเอง ถ้าเหนื่อยมากก็พอ เพราะแต่ละคนอาจใช้เวลาต่างกันได้

 

 

อนามัย

                ขอเน้นเรื่องการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าตนเองจะรู้สึกว่ามีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติมาโดยตลอดก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่าโรคบางอย่างที่เกิดขึ้นในระยะเริ่มแรกนั้นอาจจะไม่รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด ดังนั้นหากสามารถตรวจสอบพบอาการของโรคในระยะเริ่มแรกย่อมได้เปรียบในการรักษาอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าเป็นนาทีทองของชีวิต และที่น่ากลัวสำหรับผู้สูงวัยเป็นพิเศษ คือ โรคมะเร็งฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจหามะเร็วของอวัยวะต่าง ๆ ทั้งชายและหญิง ซึ่งย่อมเกิดได้มากกว่าวัยหนุ่มสาวในปัจจุบันอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ของการตรวจเลือดก็ดี เอกซเรย์ก็ดี สามารถวิเคราะห์โรคต่าง ๆ ได้ค่อนข้างละเอียดมาก

                จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมสุขภาพกายเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตยังคงต้องกล่าวถึงอีกส่วนหนึ่งซึ่งต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่ไม่น้อยกว่ากันหรืออาจจะต้องดูแลให้มากกว่าร้างกายเสียด้วยซ้ำไปก็คือจิตใจ

                พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า จิตใจก็ต้องให้อาหารเหมือนกันใจใดที่ขาดอาหารใจนั้นจะมีลักษณะเป็นทุกข์ กังวล ฟุ้งซ่าน หวาดกลัว อ่อนเปลี้ย ละเหี่ยใจ ขึ้โมโหโทโส เอาแต่จะได้ เอาแต่ใจตัว มีใจลังเล ไม่เป็นตัวของตัวเอง อาหารของใจนั้นก็คือ  ความสงบ  ความว่างของจิตที่ว่าจากความโลภ  ความโกรธ และความหลงนั้นเป็นความสุข และก็เป็นอาหารใจที่สำคัญ

พระพุทธองค์ทรงสอนให้มีสติ ระลึกรู้พิจารณากำหนดรู้ในการและในใจของตนเองบ่อย ๆ เสมอ ๆ ในทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว จนรู้ตนเองอยู่ทุกขณะการพิจารณางานของกายและงานของใจ

การพิจารณาความจริงของชีวิตเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย

กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน    คือ           พิจารณาในกาย

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน  คือ           พิจารณาในเวทนา

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน    คือ           พิจารณาในจิต

กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน เป็นการพิจารณาเพื่อกำหนดรู้ในกาย เช่น การหายใจ การเคลื่อนไหว

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นการกำหนดรู้ในความรู้สึก เป็นสุขกับทุกข์ หรือเฉย ๆ

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน  เป็นการกำหนดรู้ในจิตอยากได้ ชอบ โกรธ

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  เป็นการรู้ถึงธรรมชาติ ของกาย และธรรมชาติของใจ

                เมื่อกำหนดรู้บ่อย ๆ มาก ๆ เป็นการชำระจิตใจให้สะอาดยิ่งขึ้น ก็เป็นการทำศีลให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ความสงบกายสบายใจก็จะมากขึ้นจนเรียกได้ว่าเกิด สมาธิและพลังของสมาธินี้เองจะสร้างสมอบรม บ่มจิตใจให้เกิดวิปัสสนามีปัญญารู้แจ้งในธรรม รู้เท่าทันการณ์ต่อธรราติของชีวิตว่า มีความผันแปรเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพธรรม

                ฉะนั้น อย่าได้เสียเวลาอยู่เลย เพราะร่างกายจิตใจนับวันมีแต่จะเสื่อมลงและสลายไปตามธรรมชาติ การให้อาหารใจที่ถูกต้องไม่ต้องลงทุนซื้อหาแต่ประการใด

เอกสารอ้างอิง : พล.ท.นพ เชิดชัย เจียมไชยศรี  ;  การดูแลสุขภาพทั่วไปของผู้สูงอายุ  ; วารสารเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ ,

TOP