ลืมรหัสผ่าน

*

หมวดหมู่บทความ

 

โรคตา ที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

โรคตา  ที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

 

             ตา...มีหน้าที่ในการมองเห็น คำว่ามองเห็นนี้เราหมายถึงความคมชัด สามารถแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน ความมืด ความสว่าง สี แสง นานาชนิด บริเวณของเขตที่สามารถจะรับรู้ภาพ และรวมทั้งความสามารถในการสัมผัสถึงมิติความลึกใกล้ ไกล ของสิ่งต่าง  ๆ ที่เห็นได้ เมื่อใช้ตาทั้งสองข้างดูพร้อม ๆ กัน ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่ทำให้ตาไม่สามารถจะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ตามที่ควรจะเป็นแล้ว เราจะถือว่าตามนั้นมีโรคจะต้องมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและหาทางแก้ไข คนทั่วไปมักจะมาพบจักษุแพทย์ เมื่อตาเกิดอาการผิดปกติ แต่เมื่อถึงวัยหนึ่งก็ควรจะตรวจจะได้ทราบว่ามีโรคตาอะไรแฝงอยู่ โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ เช่นต้อหิน เบาหวานขึ้นประสาทตา ทั้งนี้เพราะการตรวจพบและรักษาแต่เนิ่น ๆ ช่วยป้องกันสาตาพิการได้ถึงร้อยละ 75 ดังนั้น ช่วงอายุก่อน 40 ปี ควรได้รับการตรวจอย่างน้อยหนึ่งครั้ง อายุ 40-60 ปี เราควรตรวจเช็คสุขภาพตาอย่างน้อยทุก 2 ปี และเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจปีละครั้ง ผู้ที่มีโรคประจำตัว ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือมีประวัติคนในครอบครัว เป็นต้อหิน เบาหวาน ก็ควรตรวจทุก 6 เดือน หรือบ่อยกว่าแล้วแต่แพทย์กำหนด

 

            ในการตรวจเช็คทั่วไปครั้งแรกแพทย์จะตรวจวัดสายตาวัดความดันตาว่าปกติดีหรือไม่  ตรวจสภาพทั่วไปของตาด้วยกล้องขยายดูเยื่อบุตา กระจกตา ช่องม่านตาแคบหรือไม่มีความเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินชนิดมุมปิดหรือไม่ ตรวจจอประสาทตาโดยเฉพาะในคนที่เป็นเบาหวาน ถ้ามีเส้นเลือดในตาผิดปกติ ก็อาจต้องรีบรักษาด้วยการใช้เลเซอร์จี้หรือบางทีอาจต้องฉีดสารหรือยาบางอย่างเข้าไปให้เส้นเลือดที่ผิดปกติฝ่อลง การรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยยับยั้งไม่ให้สายตาพิการได้ 80-90% โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูงก็ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดทั่วร่างกายรวมทั้งเส้นเลือดที่จอประสาทตาด้วยความเสื่อมของเส้นเลือดเหล่านี้หากเกิดที่ศูนย์กลางจอประสาทตาก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคศูนย์กลางจอตาเสื่อม

            เมื่อมีอายุมากขึ้น โอกาสจะพบโรคตาก็มีมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสายตาเนื่องจากอายุที่มาลำดับแรก เริ่มต้นตอนอายุ 40 ปี เราจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการปรับภาพจากที่ชัดระยะดูไกลเป็นชัดที่ระยะดูใกล้ (เปรียบเหมือนกล้องที่มีเลนส์ปรับภาพอัตโนมัติ) ดังนั้นคนที่ปกติดูไกลชัดเจนดี เมื่อดูใกล้ก็จะเริ่มไม่ชัดก็จำเป็นจะต้องมีแว่นตาไว้ใส่เวลาต้องการจะดูอะไรใกล้ ๆ ให้ชัดเจนที่เราเรียกกันว่า สาตาสูงอายุ หรือ สายตาคนแก่ นั่นเอง ทั้งนี้เป็นเพราะเลนส์ตาที่เคยยืดหยุ่นได้เริ่มแข็งตัวขึ้น ไม่สามารถเปลี่ยนรูปเพื่อปรับโฟกัสภาพให้ชัดเจนตามการทำงานของกล้ามเนื้อภายในลูกตาได้  คนที่สายตายาวอยู่แล้วอาจต้องใช้แว่นดูใกล้ก่อนอายุ 40 ปีก็ได้  เพราะแม้แต่ดูอะไรไกล ๆ คนตายาวก็ต้องใช้กลไกนี้ แบบเดียวกับคนทั่วไปใช้ เฉพาะเวลาดูใกล้อยู่แล้ว จึงทำให้อาการตามัวเวลามองใกล้ ปรากฏเร็วกว่าคนทั่วไป คนมักสับสนระหว่างสายตายาวกับสายตาคนแก่ คิดว่าเป็นอย่างเดียวกัน ความจริงแล้วคนที่สายตายาวยังไม่ปรากฏอาการเป็นเพราะความสามารถปรับภาพนี้ยังแข็งแรงอยู่นั่นเอง ในกรณีคนสายตาสั้น มองใกล้ไม่จำเป็นต้องใช้กลไกนี้ก็มองเห็นอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใช้แว่นตาช่วยเวลาดูใกล้ ไม่ต้องใช้แว่นอ่านหนังสือเหมือนคนทั่วไป เมื่ออายุขึ้นเลข 4 ไม่ได้แปลว่าเลนส์ตายังไม่เสื่อมสภาพการเปลี่ยนแปลงของสายตานี้ไม่ถือเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ต้องรักษาให้หาย

            ความเสื่อมของเลนส์ตาทำให้เกิด “ต้อกระจก” ซึ่งเป็นโรคตาที่พบมากที่สุด อายุเฉลี่ยคนเป็นโรคนี้อยู่ ในช่วง 50-55 ปี เกิดจากเลนส์ตาขุ่นมัวแสงผ่านไม่ได้อย่างปกติ โดยระยะแรกเลนส์ตาที่เริ่มเสื่อมมักจะบวมขึ้น ทำให้สายตาสั้นลงมองใกล้เห็นดีขึ้น เลนส์ตาที่ขุ่นทำให้ตามัวลง พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องทำผ่าตัดจะทำตอนไหนขึ้นกับการใช้สายตาในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยจำเป็นต้องมีความชัดเจนในระดับใด ถ้าเริ่มทำให้ไม่สามารถใช้สายตาได้ตามปกติแล้วก็ควรทำ หรือหากทิ้งไว้แล้วเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนหรือทำให้การผ่าตัดยากขึ้น แพทย์จะแนะนำให้ทำการผ่าตัดเลย การรักษาต้อกระจกในปัจจุบันมีเทคโนโลยี ค่อนข้างดี ถ้าเลนส์ตาไม่แข็งมากสามารถใช้คลื่นเสียงสลายต้อได้ แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทนที่ทำให้กลับมองเห็นได้อย่างปกติ แผลผ่าตัดแคบประมาณ 3 มิลลิเมตร การทำผ่าตัดใช้เวลาไม่นานส่วนใหญ่ไม่เกิน 20-30 นาที ไม่จำเป็นต้องนอน โรงพยาบาล

            โรค “ต้อหิน” ถือเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงที่สุด ซึ่งถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ มักเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี ขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว เป็นต้อหินควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง

            อาการของโรคต้อหิน มี 2 แบบ คือ

  1. แบบเฉียบพลัน
  2. แบบเรื้อรัง

ต้อหินแบบเฉียบพลัน

            ความดันตาสูงขึ้นในเวลารวดเร็ว กระจกตาบวม ตาจะมัวลงและปวดตามาก ทำให้ต้องรีบมาหาแพทย์ ต้อหินแบบเฉียบพลันมักเป็นแบบช่องมุมตาแคบปิด สามารถป้องกันได้โดยการใช้แสงเลเซอร์ ต้อหินแบบเฉียบพลัน ถ้ารีบมาหาภายใน 1-2 วัน มักจะรักษาให้หายได้ แต่ถ้าช้า ทิ้งไว้หลายวันสายตาก็จะสูญเสีย ถาวร

 

ต้อหินชนิดเรื้อรัง 

            ความดันตาค่อย ๆ สูงขึ้น กระจกตาไม่บวม ตาไม่ปวด เพราะปรับตัวได้ในระยะแรก จึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ความดันตาที่สูงขึ้นตลอดทำให้ประสาทตาถูกทำลาย ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้อีก ลานสายตาขอบเขตบริเวณที่มองเห็นจะค่อย ๆ แคบลงจนเหมือนมองผ่านรูเล็ก ๆ ทำให้มีอาการเดินชนสิ่งของต่าง ๆ
บ่อย ๆ และเมื่อเป็นมากเข้าก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย เหมือนตะเกียงที่ค่อย ๆ หรี่จนดับไปในที่สุด การตรวจพบตั้งแต่ต้นและให้การรักษาที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียสายตา

            ภาวะตาแห้ง   เป็นเรื่องพบบ่อยในผู้สูงอายุ ทำให้มีอาการแสบตา เคืองตา ไม่สบายตา อดนอนโดน
                                 ลม ใช้สายตามากจะทำให้อาการมากขึ้น โรคที่พบบ่อย ๆ ร่วมกับภาวะตาแห้งก็คือ
                                 ต้อเนื้อ และต้อลม

            ต้อเนื้อ          มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อพุ่งเข้าหากระจกตาโดยมากอยู่ทางหัวตามากกว่าทางหางตา

            ต้อลม           จะเห็นเป็นเนื้อนูน ๆ ที่ตาขาวใกล้กับกระจกตา โรคนี้เกิดจากตาโดนลมแดดบ่อย ๆ
                                ควรป้องกันโดยการใช้แว่นกันแดดกันลม ร่วมกับการหยอดตาประเภทน้ำตาเทียม

 

            อายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายทั่วไปทำให้ไม่แคล่วคล่องก็อย่าให้สายตามาเป็นอุปสรรค ควรมาตรวจเช็คสภาพตามวาระเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้

 

 

เอกสารอ้างอิง : พล.ต.พญ ทิพวรรณ จงรักษ์ ;  การดูแลสุขภาพทั่วไปของผู้สูงอายุ  ;

TOP