ลืมรหัสผ่าน

*

หมวดหมู่บทความ

 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสมอง(ผู้ใหญ่)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสมอง(ผู้ใหญ่) Fish Oil Plus

 

ส่วนประกอบที่สำคัญ

1. Fish oil
2. Choline Bitartate
3. Lecithin
4. Ginkgo extract

1. Fish oil คืออะไร
Fish oil หรือน้ำมันปลามีกรดอัลฟาไลโนเลนิก (โอเมก้า 3) ที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น โดยโอเมก้า 3 ประกอบด้วย DHA และ EPA มีความสำคัญต่อสมองเพราะช่วยในการทำงานของสมอง และกระตุ้นสารสื่อประสาท มีผลต่อภาวะความคิด ความจำ และอารมณ์ (1)

คุณประโยชน์ต่อร่างกาย
1. พัฒนาระบบประสาทและสมอง (1)
2. บำรุงสมอง เพิ่มความจำ สมาธิ (1)
3. ลดการเกิดการอักเสบของเซลล์สมอง (1)
4. ลดการเกิดโรคสมองเสื่อม (4, 5)

ผลวิจัยทางคลินิก
การทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมันปลาในกลุ่มทดสอบช่วงอายุ 18-45 ปี พบว่าช่วยให้การจดจำดีขึ้น โดยทดสอบเกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการตอบสนองรับรู้ต่อสิ่งกระตุ้น สมาธิดีขึ้น ซึ่ง DHA และ EPA มีคุณสมบัติยับยั้งการอักเสบของเซลล์สมอง ในผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมแบบไม่รุนแรงพบว่าการได้รับ DHA และ EPA ส่งผลให้ความจำของผู้ป่วยดีขึ้น และลดการเกิดการเกิดโรคสมองเสื่อมในคนปกติ นอกจากนี้การศึกษาในผู้หญิงขณะตั้งครรภ์พบว่า DHA ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตบริเวณรกและช่วยขนส่งออกซิเจนทำให้ทารกที่เกิดมามีความสมบูรณ์ของโครงสร้างสมอง (3-6)

กลไกการออกฤทธิ์
DHA และ EPA เป็นองค์ประกอบของเซลล์สมองและเซลล์ประสาท ช่วยการทำงานของปลายประสาท กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท Acethycoline ยับยั้งการอักเสบของเซลล์สมองและอนุมูลอิสระที่จะทำลายเซลล์สมอง (1, 7) 

ความปลอดภัย                 
การทดสอบทางคลินิกไม่พบความเป็นพิษต่อระบบร่างกายหรือก่อมะเร็ง แต่ผู้ที่มีปัญหาในการแข็งตัวของเลือดไม่ควรรับประทาน เนื่องจากโอเมก้า 3 มีคุณสมบัติต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet) จึงมีโอกาสเกิดภาวะเลือดออก (Bleeding) (8)

วิธีบริโภค
ปริมาณแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ให้ได้รับ DHA และ EPA 220 mg/วัน (9) ผู้หญิงมีครรภ์ควรจะได้รับ DHA และ EPA ในปริมาณ 300 mg/วัน (1, 6)

 

2. Choline bitartate คืออะไร
โคลีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของโครงสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินบี มีความสำคัญต่อการสร้างสารสื่อประสาท ส่งผลต่อความจำ การเรียนรู้ของสมองและภาวะทางอารมณ์ (10)

คุณประโยชน์ต่อร่างกาย
1. มีส่วนในการสร้างสารสื่อประสาทในสมอง (11)
2. เพิ่มความจำ กระตุ้นการเรียนรู้ (11)
3. ลดการเกิดภาวะสมองเสื่อม (11)

ผลวิจัยทางคลินิก
การทดสอบในกลุ่มผู้ที่มีสุขภาพปกติหลังจากได้รับโคลีน พบว่าผลทดสอบความจำและการเรียนรู้ดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโคลีน สอดคล้องกับการศึกษาที่ระบุว่าโรคสมองเสื่อมมีความเชื่อมโยงกับระดับโคลีนในกระแสเลือด การรับประทานอาหารที่มีโคลีนจะเพิ่มระดับโคลีนในกระแสเลือดให้สูงขึ้น ส่งผลให้โคลีนในสมองเพิ่มขึ้น การจากศึกษาในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมพบว่ามีการพร่องของ Acetylcholine และเมื่อได้รับโคลีนแล้วผู้ป่วยมีอาการหลงลืมลดลง ดังนั้นการได้รับโคลีนจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเซลล์สมอง (11-14)

กลไกการออกฤทธิ์
โคลีนเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง โดยจะอยู่ในรูปฟอสโฟไลปิดจำเป็นต่อการสังเคราะห์โปรตีนและฮอร์โมน ทำหน้าที่เติมหมู่เมธิลให้แก่สารอื่น ลด Homocysteine และเป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท Acetylcholine มีผลที่สมองส่วน Hippocampus สำคัญต่อการสร้างเซลล์สมองและความสามารถในการจดจำ (11)

ความปลอดภัย
การรับประทานโคลีนได้รับรองว่ามีความปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย (11)

วิธีบริโภค 
ปริมาณโคลีนที่ควรได้รับประจำวัน (mg/วัน) ในแต่ละกลุ่ม (Dietary Reference Intake ; DRI)(19)

ผู้ใหญ่เพศชาย

550 mg/วัน

ผู้ใหญ่เพศหญิง

425 mg/วัน

ผู้หญิงตั้งครรภ์

450 mg/วัน

ผู้หญิงให้นมบุตร

550 mg/วัน

หมายเหตุ ในผู้ใหญ่ แนะนำให้ทานไม่เกินวันละ 3.5 กรัม

 

3. Lecithin คืออะไร
เลซิตินเป็นไขมันชนิดฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) พบที่เยื่อหุ้มเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย มีคุณสมบัติเป็น emulsifier หรือสารที่ทำให้น้ำกับน้ำมันเข้ากันได้ โดยฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) และกรดไลโนเลอิก เป็นสารสำคัญที่พบในเลซิติน (11)

คุณประโยชน์ต่อร่างกาย
1. ช่วยรักษาโครงสร้างของเซลล์สมอง (16)
2. ลดการเกิดภาวะสมองเสื่อม (17)
3. ช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำและเรียนรู้ (17)

ผลวิจัยทางคลินิก
การทดสอบผลของเลซิตินต่อความจำในผู้ที่มีสุขภาพดีอายุตั้งแต่ 50-80 ปีเป็นเวลา 5 สัปดาห์พบว่าผลทดสอบทางความจำดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนการทดสอบ และให้ผลเช่นเดียวกับการทดสอบในกลุ่มอายุ 35-80 ปีจำนวน 117 ราย ส่วนในช่วงวัยกลางคนอายุ 35-49 ปี พบว่ากลุ่มทดสอบทุกคนมีการจดจำรายละเอียดได้ดีและการหลงลืมลดลง (17, 18)

กลไกการออกฤทธิ์
สารฟอสฟาติดิลโคลีนในเลซิตินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ในระบบประสาท โดยเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเซลล์ในสมองและเรตินา ช่วยพัฒนาระบบประสาทโดยรักษาสภาพโครงสร้างและหน้าที่ของระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) (11)

ความปลอดภัย                
การทดสอบทางคลินิกไม่พบว่าเลซิตินส่งผลเสียหรือเป็นพิษต่อระบบร่างกาย (11)

วิธีบริโภค
ไม่มีกำหนดปริมาณขั้นต่ำของเลซิตินโดยในการศึกษาพบว่าการรับประทานเลซิติน 40 กรัม/วัน ไม่พบว่ามีผลข้างเคียงใดๆ (11)

 

4. Ginkgo extract คืออะไร                
แป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) เป็นพืชสมุนไพรที่มีมานานกว่าร้อยปีในประเทศจีน มีสรรพคุณในการบำรุงการไหลเวียนของเลือดและต้านอนุมูลอิสระ โดยสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยมีสารประกอบประเภท Flavones glycosides และ Terpenoid ซึ่งสารที่สำคัญคือ Ginkgolides ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบและการรวมกลุ่มของเกล็ดเลือด (20)

ประโยชน์ต่อร่างกาย
1. ลดอัตราเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม (20)
2. เพิ่มอัตราการหมุนเวียนของเลือดและออกซิเจนในสมอง (20)
3. ปกป้องเซลล์ประสาทในสมองจากสารอนุมูลอิสระ (20)
4. บำรุงสมอง เพิ่มความจำและสมาธิ (20)

ผลวิจัยทางคลินิก                
ผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย พบว่ามีส่วนช่วยเพิ่มความจำ กระบวนการคิดและการรับรู้ในกลุ่มทดสอบช่วงอายุ 20 ปีที่ได้รับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย ซึ่งให้ผลเช่นเดียวกับการทดสอบก่อนหน้านี้ในช่วงอายุใกล้เคียงกัน เมื่อได้รับสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยแล้วสมองสามารถตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้ไวขึ้น กระตุ้นการรับรู้ ความจำดีขึ้นจากการประเมินความไวของสมอง และช่วยลดภาวะความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมจากการทดสอบในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนในผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางความจำพบว่าการให้ทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของออกซิเจนในสมอง ช่วยฟื้นฟูเซลล์สมองและลดการเกิดเซลล์สมองฝ่อ (21-23)

กลไกการออกฤทธิ์                
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยออกฤทธิ์ในการยับยั้ง Platelet-activating factor (PAF) ทำให้ลดการอักเสบของเซลล์ประสาทในสมอง และปกป้องเซลล์สมองจาก Lipid peroxidation (20) ความปลอดภัย                
การทดสอบในคนไม่พบผลเสียหรือความเป็นพิษต่อระบบร่างกายและไม่เป็นสารก่อมะเร็ง แต่ในผู้ที่มีปัญหาเลือดหยุดช้าไม่ควรรับประทาน (20) 

การรับประทาน                
ปริมาณที่รายงานทางการแพทย์คือ 120-240 มก. /วัน

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค Fish Oil Plus

วัยผู้ใหญ่

ปริมาณที่แนะนำโดย American Heart Association ในผู้ป่วยโรคหัวใจ (Coronary Heart Disease) และ/หรือ เพื่อการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค คือ 1000 mg (EPA+DHA, omega 3) per day (1)

ปริมาณที่แนะนำโดย FDA ในอเมริกาคือ ไม่เกิน 3000 mg (EPA+DHA, omega 3) per day หรือไม่ควรเกิน 2000 mg per day ในรูปอาหารเสริม (supplement)

วัยเด็ก

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคในเด็ก สำหรับพัฒนาการด้านการเรียนรู้และสติปัญญา โดยองค์กร FAO/WHO 17 mg (DHA) per 100 kcal (2)

References

1. Meharban, S. (2005). Essential Fatty Acids, DHA and Human Brain. Indian Journal of Pediatrics. 72, 239-242.
2. Benoît, C. & Vincent, B. (2012). Review Article The Janus Face of Lipids in Human Breast Cancer: How Polyunsaturated Fatty Acids Affect Tumor Cell Hallmarks. International Journal of Breast Cancer, Article ID 712536, doi:10.1155/2012/712536.
3. Welma, S., et al. (2013). DHA supplementation improved both memory and reaction time in healthy young adults: a randomized controlled trial. AM J Clin Nutr., 97(4), PMID 23515006.
4. Inger, V., Tommy, C., Yvonne, F.L., Hans, B., Anita, G., Gerd, F.I. (2008). Effects of docosahexaenoic acid–rich n-3 fatty acid supplementation on cytokine release from blood mononuclear leukocytes: the OmegAD study. Am J Clin Nutr. 87, 1616 –22.
5.Martha, C.M., Denis, A.E., Julia, L.B., Christine, C.T., David, A.B. (2003). Consumption of Fish and n-3 Fatty Acids and Risk of Incident Alzheimer Disease. Arch Neurol, 60, 940-946.
6.Danielle, S., Robet, B., Shaker, A.M. (2012). Omega-3 Fatty Acids EPA and DHA: Health Benefits Throughout Life. American Society for Nutrition. Adv. Nutr, 3, 1-7. Doi:10.3945/an.111.000893.
7. Sanders, T.A.B. (1993). Marine oils: metabolic effects and role in human nutrition. Proceedings of the Nutrition Society, 52, 451-412.
8. Siddiqui, R.A., Harvey, K.A., Xu, Z., Bammerlin, E.M., Walker, C., Altenburg, J.D., et al.( 2011). Docosahexaenoic acid: a natural powerful adjuvant that improves efficacy for anticancer treatment with no adverse effects. Cellular Biochemistry Laboratory, Indiana University Health, Indiana University School of Medicine, Indianapolis, IN 46202, USA. Biofactors, 37(6), 399-412.
9.  Interim Summary of Conclusions and Dietary Recommendations on Total Fat & Fatty Acids. From the Joint FAO/WHO Expert Consultation on Fats and Fatty Acids in Human Nutrition, 10-14 November, 2008, WHO, Geneva.
10.Steven, H. Z., Kerry-Ann, D.C., Peter, D.F., Edward, A.A., J. Thomas, L., Nancy, F.S., and Alexa, B. (1991). Choline, an essential nutrient for humans. The FASEB Journal, 5, 2093-2098.
11. David, J.C., (2001). Lecithin and Choline: New Roles for Old Nutrients. CRC Press LLC.
12. Cohen, E.L. & Wurtman, R.J. (1976). Brain acetylcholine: control by dietary choline, Science, 191, 561–562.
13. Klein, J., Koppen, A., and Loffelholz, K. (1990). Small rises in plasma choline reverse the negative ateriovenous difference of brain choline, J. Neurochem., 55, 1231–1236.
14.Ladd, S.L., et al. (1993). Effect of phosphatidylcholine on explicit memory. Clin Neuropharmacol., 16(6), 540-9.
15. Simonsson, P., et al. (1982). Postprandial effects of dietary phosphatidylcholine on plasma lipoproteins in man. Am. J. Clin. Nutr. 35, 36-41.
16.Siddiqui, A.P., Lennerstrand, G., Pansell, T., Rydberg, A. (2012). Citicoline Treatment of Children with Visual Impairment; a Pilot Study. Pak J Ophthalmol, 28 (4).
17. Safford, F. & Baumel, B. (1994). Testing the effects of dietary lecithin on memory in the elderly: an example of social work/medical research collaboration. Res. Soc. Work Pract., 4, 349–358.
18. Safford, F. (1994). Effect of lecithin on memory in older adults, Presented at the 1st Int. Conf. on Prevention,Charleston, WV, October 27.
19. Institute of Medicine.  (1998). Dietary Reference Intakes for Thiamine, Riboflavin, Niacin, Vitamin B6, Folate, Vitamin B12, Pantothenic acid, Biotin, and Choline.  National Academy Press, Washington D.C.
20.Barry, S., et al. (1998). The Efficacy of Ginkgo biloba on Cognitive Function in Alzheimer Disease. Arch Neurol., 55(11), 1409-1415, doi:10.1001/archneur.55.11.1409.
21.Kennedy, D.O., et al. (2007). Modulation of cognitive performance following single doses of 120 mg Ginkgo biloba extract administered to healthy young volunteers. Human Psychopharmacology: Clinical and Experimental., 22(8), 559-566.
22. Scholey, A.B. & Kennedy, D.O. (2002). Acute, dose-dependent cognitive effects of Ginkgo biloba, Panax ginseng and their combination in healthy young volunteers: differential interactions with cognitive demand. Hum Psychopharmacol., 17(1), 35-44.
23. Dodge, H.H., et al. (2008). A randomized placebo-controlled trial of Ginkgo biloba for the prevention of cognitive decline. Neurology., 70 (19 Pt 2), 1809-17.
24.Kris-Etherton PM, Harris WS, Appel LJ. Omega-3 fatty acids and cardiovascular disease: new recommendations from the American Heart Association. Arterioscler Thromb Vasc Biol 2003;23:151-2.
25. Interim Summary of Conclusions and Dietary Recommendations on Total Fat & Fatty Acids. From the Joint FAO/WHO Expert Consultation on Fats and Fatty Acids in Human Nutrition, 10-14 November, 2008, WHO, Geneva.

คลิกสั่งซื้อ "ฟิชออยล์ พลัส / Fish Oil Plus" ที่นี่

TOP